วันพุธที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การพิชิตนครมักกะฮ์


การพิชิตนครมักกะฮ์
สาเหตุของการพิชิต
          หลังจากที่ได้ทำข้อตกลงประนีประนอม ณ “ฮุดัยบียะฮ์” 18  เดือน  จึงเกิดสงครามระหว่างเผ่าคุซาอะฮ์ซึ่งเป็นมิตรของมุสลิม กับเผ่าบนีบักร์ ซึ่งร่วมกับชาวกุเรช โดยพวกกุเรชเข้ามาแทรกแซงและให้การสนับสนุนในการทำสงคราม แต่ตามเงื่อนไขของสนธิสัญญาประนีประนอมที่ฮุดัยบียะฮ์ได้บ่งบอกไว้ว่า  “การละเมิดใดๆก็ตามที่มีต่อมิตรของมุสลิม ให้ถือว่าเป็นการละเมิดสนธิสัญญาที่ได้ทำกันไว้”  เพราะฉะนั้นจึงถือว่ากุเรชได้ทำผิดสนธิสัญญาประนีประนอม ด้วยเหตุนี้ท่านเราะซูล ให้ความช่วยเหลือเผ่าคุซาอะฮ์ ทันทีที่พวกเขาร้องขอความช่วยเหลือมา
บรรดามุสลิมได้เคลื่อนทัพสู่นครมักกะฮ์ และทำการพิชิตนครมักกะฮ์
          พวกกุเรชรู้สึกเสียใจต่อการเข้าไปรุกรานมิตรของท่านเราะซูล จึงส่งอบูซุฟยานไปหาเพื่อยืนยันในข้อตกลงสงบศึก  แต่ได้รับความล้มเหลวในการเจรจา อบูซุฟยานจึงเดินทางกลับมักกะฮ์อย่างผู้ผิดหวัง ท่านเราะซูล ได้มีคำสั่งให้บรรดาซอฮาบะฮ์เตรียมพร้อมเพื่อออกเดินทาง โดยที่มิได้แจ้งให้ทราบถึงทิศทางที่จะไป จนเมื่อกำหนดเวลามาถึง ท่านเราะซูล ได้แจ้งให้บรรดาซอฮาบะฮ์ทราบถึงความประสงค์ที่จะไปทำสงครามที่นครมักกะฮ์ ท่านต้องการจู่โจมพวกกุเรชอย่างกระทันหันไม่ให้ระวังตัว เพื่อจะได้ยอมจำนนโดยไม่มีการต่อสู้กัน
          บรรดามุสลิมได้ออกเดินทางไปกับท่านเราะซูล ในวันที่ 10 เดือนรอมฎอน ปีที่ 8 แห่งฮิจญ์เราะฮ์ศักราช  มีจำนวนทั้งสิ้น 10,000 นาย    เมื่อบรรดามุสลิมเดินทางเข้ามาใกล้นครมักกะฮ์  มีผู้นำกุเรช อบูซุฟยานได้มองเห็นกองกำลังของมุสลิมในขณะที่กำลังลาดตระเวนอยู่  จึงรีบเดินทางกลับเข้ามักกะฮ์ เพื่อเรียกร้องให้ชาวมักกะฮ์ยอมจำนน และห้ามมิให้ทำการต่อต้านใดๆ   ท่านเราะซูล ได้กระจายกองกำลังเข้านครมักกะฮ์  และห้ามมิให้สังหารผู้ใด เว้นแต่มีคนต่อสู้ขัดขวางและสังหารมุสลิมก่อน มุสลิมจึงได้รับความสำเร็จในการเข้าสู่นครมักกะฮ์  ทันทีที่ท่านเราะซูล เข้าไปในนครมักกะฮ์ ท่านได้ประกาศให้ความปลอดภัยแก่ทุกคนที่อยู่ในบ้านเรือนของตน และใครก็ตามที่เข้าไปในบ้านของอบูซุฟยาน เขาผู้นั้นจะได้รับความปลอดภัย ผู้ใดวางอาวุธเขาก็เป็นผู้ที่ปลอดภัยเช่นกัน
          ท่านเราะซูล เข้าในนครมักกะฮ์อย่างสำรวมนอบน้อมต่อพระผู้เป็นเจ้า ท่านมิได้เข้าไปเหมือนดังกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ หรือต้องการจะทำการแก้แค้นศัตรู ทั้งๆที่มุสลิมได้ประสบกับความเจ็บปวด การถูกทำร้าย ถูกรังแก จากชาวมักกะฮ์มากมายทั้งก่อนและหลังการอพยพ ท่านเราะซูล ได้ประกาศต่อหน้ากลุ่มชนชาวกุเรชที่อยู่ในสภาพกระวนกระวายใจว่า :

          “ท่านทั้งหลายคิดว่าฉันจะทำอย่างไรกับพวกท่าน ?” 
พวกเขากล่าวว่า :
          “ท่านจะต้องทำในสิ่งที่ดีแน่ ๆ เพราะท่านเป็นคนมีเมตตา และเป็นลูกของคนมีเมตตา”
ท่านเราะซูล  กล่าวว่า :
          ((لا تثريب عليكم اليوم يغفر الله لكم )) 
          “วันนี้ ไม่มีการตำหนิติเตียนต่อพวกท่านแต่ประการใด เพราะอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา จะทรงอภัยโทษให้แก่พวกท่าน” (*1*) 
          ท่านเราะซูล ได้ให้อภัยแก่ชาวมักกะฮ์ เว้นแต่คนที่ทำผิดข้อสัญญาและข้อตกลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขายังล่วงละเมิดด้วยการเยาะเย้ยถากถางท่าน และศาสนาของอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา  ท่านจึงสั่งให้ฆ่าพวกเหล่านั้น และได้ทำลายรูปบูชารูปปั้นทั้งหมด และชำระล้างมัสญิดฮะรอมให้สะอาด บริสุทธิ์จากรูปบูชาเหล่านั้น ท่านเราะซูล ได้ส่งซอฮาบะฮ์ไปทำลายรูปบูชาของเผ่าอื่นๆด้วย การพิชิตนครมักกะฮ์ และการให้อภัยชาวมักกะฮ์ทั้งหมด ทำให้พวกเขาเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม การต่อต้านจึงได้ยุติลง
ผลสำเร็จของการพิชิตมักกะฮ์
          การพิชิตมักกะฮ์เป็นการเผชิญหน้าครั้งสุดท้ายกับพวกปฏิเสธชาวกุเรช และด้วยการยอมจำนน ทำให้อุปสรรคที่กีดขวางแนวทางของอิสลามต้องหมดสิ้นไป มีชนเผ่าต่างๆ คิดว่าจะต้องมีการต่อสู้ระหว่างมุฮัมมัดกับพวกกุเรชเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เมื่อการต่อต้านของพวกกุเรชยุติลงแล้ว และพวกเขาได้เข้ารับอิสลาม ชนเผ่าอื่นๆจึงทยอยกันเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม (*2*)
ในกรณีนี้ อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ประทานซูเราะฮ์ อันนัศร์ ลงมา ;


          เมื่อความช่วยเหลือของอัลลอฮ์ และการพิชิตได้มาถึงแล้ว
           และเจ้า(มุฮัมมัด)ได้เห็นประชาชนเข้ารับศาสนาของอัลลอฮ์กันเป็นหมู่ๆ
           ดังนั้นจงแซ่ซ้องสดุดีด้วยการสรรเสริญพระเจ้าของเจ้า และจงขออภัยโทษต่อพระองค์เถิด แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษเสมอ  
          (อันนัศร์ 110 : 1-3)
          สิ่งที่แสดงว่ามีผู้คนเข้ารับศาสนาอิสลามกันเป็นจำนวนมาก หลังจากที่ได้พิชิตมักกะฮ์แล้ว ในสงครามฮุนัยน์ ซึ่งเกิดขึ้นหลังการพิชิตมักกะฮ์ ได้มีนักรบเข้าร่วมในสงครามถึง 12,000 นาย (*3*)
เผ่าซะกีฟสรรหาผู้นำในการทำชิริก “การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา”
          ชนเผ่าซะกีฟ ซึ่งเป็นเผ่าใหญ่ของเผ่าฮะวาซิน พยามทำหน้าที่เป็นหัวหน้าขบวนการทำชิริก ปกป้องคุ้มครองการทำชิริก และสู้รบกับบรรดามุสลิมแทนเผ่ากุเรช ด้วยเหตุนี้หลังจากที่ได้พิชิตมักกะฮ์แล้วกองกำลังมุสลิมจึงมุ่งหน้าไปปราบปราม และได้สู้รบกันที่สมรภูมิ “ฮุนัยน์” 
          การปะทะกันครั้งแรกพวกฮะวาซิน มีทหารถึง 20,000 นาย พวกเขาจึงได้เปรียบในการต่อสู้ แต่การต่อสู้ในครั้งที่สองมุสลิมกลับเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ทำให้เผ่าซะกีฟและเผ่าอื่น ๆ เช่น จากเผ่าฮะวาซินต้องพ่ายแพ้ไปด้วย มุสลิมจึงได้ทรัพย์เชลยมากมายจากสมรภูมิครั้งนั้น 
          การพ่ายแพ้ของพวกเผ่าซะกีฟในสมรภูมิ  “ฮุนัยน์” ถือว่ายังไม่ยุติ  ท่านเราะซูล ได้มุ่งหน้าไปยัง “ฏออิฟ”  และใช้เวลาปิดล้อมพวกเขาไว้ระยะหนึ่ง ต่อมา ท่าน ได้เดินทางกลับมะดีนะฮ์ เมื่อเผ่าซะกีฟ เห็นว่าผู้คนที่อยู่บริเวณรอบๆได้เข้ารับอิสลามทั้งหมดแล้ว พวกเขาจึงเข้ารับอิสลามเหมือนกับคนอื่น ๆ พวกเขาได้เดินทางมายังเมืองมะดีนะฮ์ ในปีที่ 9 แห่งฮิจญ์เราะฮ์ศักราช เพื่อประกาศการเข้ารับอิสลาม  (*4*)
 

ดร.อัดุลลอฮฺ  อิบนุ อับดิรเราะฮ์มาน อัลค็อรอาน



  1. อบู อุบัย: บทที่ว่าด้วยเรื่องของ “อัลอัมวาล” (ทรัพย์สิน) เล่ม 1 หน้า 202       ซีเราะฮฺอิบนิ ฮิชาม เล่ม 4 หน้า 32 ในซีเราะฮฺ มีข้อความว่า “พวกท่าน         ทั้งหลายจงไปได้แล้ว พวกท่านเป็นผู้มีอิสระเสรี”     และดูในตัครีจตุรุก “การระบุถึงสายรายงานฮะดีษและการตรวจสอบสายรายงาน” ที่มาของเรื่องนี้ ของมะฮฺดีย์ ร่อซะกั้ลลอฮฺ  อัซซีเราะฮฺ  อันนะบะวียะฮฺ หน้า 569 และได้กล่าวไว้หลังจากได้ระบุไว้ในรายงานต่าง ๆ แล้วว่า   ฮะดีษนี้มีน้ำหนักเชื่อถือได้ด้วยสายสืบนี้
  2. ดูจากซ่อฮีฮุลบุคอรีย์ : บทที่ว่าด้วยเรื่องสงคราม/ภาคพิชิตมักกะฮฺ ฮะดีษที่ 4302 ในหนังสือ อัลฟัตฮฺ อัรร็อบบานีย์    เล่ม  8  หน้า 22
  3. ซีเราะฮฺ อิบนิ   ฮิชาม : ตารีค ค่อลีฟะฮฺ  อิบนิ คอยยาฏ   หน้า 88  ฏ่อบาก็อต อิบนิ ซะอ์ดิ  เล่ม 2 หน้า 154 -155 และดู อัลอุมะรีย์ อัซซีเราะฮฺ อันนะบะวียะฮฺ อัซซอฮีฮะฮฺ   เล่ม 2 หน้า 496.
  4. สงคราม “ฮุนัยนฺ” และการปิดล้อมฏออิฟไว้    ดู อัลบุคอรีย์ อัลมะฆอซีย์ บทดำรัสของอัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลา ที่ว่า :
    (( وَيَوْمَ حُنَيْن إِذْ أَعْجَبَتْكُمْ كَثْرَتكُم )) “และในวันแห่งสงคราม “ฮุนัยนฺ” ด้วยขณะที่การมีจำนวนมากของพวกเจ้าทำให้พวกเจ้าชะล่าใจ” หน้า 54 และบทสงคราม อัฏฏออิฟ หน้า 56 ซีเราะฮฺ อิบนุ ฮิชาม เล่ม 4หน้า 65,127 .

การประนีประนอมที่ "อัลฮุดัยบียะห์"


การประนีประนอมที่ "อัลฮุดัยบียะห์"
          หลังจากบรรดามุสลิมได้อพยพมาอยู่ที่มะดีนะฮ์ 6 ปี พวกเขาถูกตัดขาดมิให้เยี่ยมเยือนมัสญิด อัล ฮะรอม และการฏอวาฟที่บัยตุลลอฮ์ ทั้งๆ ที่พวกเขามีสิทธิ์ในการเยี่ยมเยือนและทำการดูแลมากกว่าพวกมุชริกีน ครั้นเมื่ออัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงให้บรรดามุสลิมมีความเข้มแข็ง มีกำลังมากขึ้น และทรงทำให้ฝ่ายมุชริกีนอ่อนกำลังหลังจากสมรภูมิสนามเพลาะจบลง จึงถึงเวลาที่บรรดามุสลิมจะได้ไปเยี่ยมเยือนมัสญิด อัล ฮะรอม เหมือนกับชาวอาหรับอื่นๆ สิ่งที่ทำให้ท่านเราะซูล ต้องทำเช่นนั้น คือ ท่านได้ฝันเห็นว่าท่านและบรรดาศอฮาบะฮ์ทำการฏอวาฟอุมเราะฮ์ ที่บัยติลลาฮิลฮะรอม
           “แท้จริง อัลลอฮ์ ได้ทรงทำให้ความฝันนั้นเป็นจริงแก่เราะซูลของพระองค์ด้วยความเป็นจริง แน่นอน พวกเจ้าจะได้เข้าสู่มัสญิดอัล ฮะรอม อย่างปลอดภัยตามที่อัลลอฮ์ ทรงประสงค์โดย (บางคน) ของพวกเจ้าโกนผมและ (อีกบางคน) ตัดผม พวกเขาไม่มีความหวาดกลัวใด ๆ เพราะอัลลอฮ์ ทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเจ้าไม่รู้ ดังนั้น พระองค์จึงได้ทรงกำหนดชัยชนะอื่นจากนั้นด้วยกับชัยชนะอันใกล้นี้”   (อัลฟัตฮ์ 48 : 27)
          ท่านนะบี ได้คาดการณ์แล้วว่าพวกกุเรชจะขัดขวางมิให้เข้าสู่มักกะฮ์  ท่านจึงพยายามรวบรวมมุสลิมให้ได้มากที่สุด มีบรรดามุสลิมีนที่ไปพร้อมกับท่านถึง 10,400 คน(*1*)   และได้แสดงให้ชาวกุเรชเห็นว่าเจตนาของท่านนั้นบริสุทธิ์ใจ มิได้ออกไปเพื่อทำสงครามด้วย ท่านได้ต้อนฝูงสัตว์ที่จะเชือดในการทำพิธีให้อยู่หน้าขบวน และพร้อมทั้งสวมชุดอิฮรามเพื่อทำอุมเราะฮ์ และเมื่อได้ทราบข่าวในระหว่างทางว่าชาวกุเรชเตรียมขัดขวางไม่ให้เข้ามักกะฮ์ และมีเจตนาที่จะทำสงคราม ท่านจึงเปลี่ยนเส้นทางเดินเพื่อหลบเลี่ยงการปะทะ จนเดินทางไปถึงที่ “ อัลฮุดัยบียะฮ์ ” และลงพักที่ตรงนั้น
การทำสัตยาบัน  “อัรริฎวาน”
          สถานที่อัล ฮุดัยบียะฮ์นี้เอง ท่านนะบี ได้ส่งอุษมาน บิน อัฟฟาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เป็นตัวแทนเพื่อเจรจากับพวกกุเรช และพยายามที่จะให้พวกเขาเปิดเส้นทางให้บรรดามุสลิมเข้าสู่มัสญิดอัล ฮะรอม และ ทำอุมเราะฮ์ แต่ว่าพวกกุเรชได้กักขังหน่วงเหนี่ยวอุษมาน แล้วปล่อยข่าวว่าได้ทำการสังหารอุษมานเสียแล้ว   ท่านเราะซูล จึงให้บรรดาซอฮาบะฮ์ทำสัตยาบัน ในการร่วมเป็นร่วมตายด้วยกัน บรรดาซอฮาบะฮ์จึงจับมือทำสัตยาบันร่วมกับบท่านนะบี และเรียกการทำสัตยาบันครั้งนี้ว่า “บัยอะตุรริฎวาน” ซึ่งทำกันใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงชมเชยผู้ที่เข้าทำสัตยาบันในครั้งนี้ ด้วยโองการที่กล่าวว่า :
           “แท้จริง อัลลอฮ์ ทรงพอพระทัยต่อบรรดาผู้ศรัทธา ขณะที่พวกเขาให้สัตยาบันแก่เจ้า (มุฮัมมัด) ใต้ต้นไม้ (ที่ฮุดัยบียะฮ์) พระองค์ทรงรอบรู้ดีถึงสิ่งที่มีอยู่ในจิตใจของพวกเขา พระองค์จึงได้ทรงประทานความสงบใจลงมาบนพวกเขาและได้ทรงตอบแทนให้แก่พวกเขาซึ่งชัยชนะอันใกล้นี้”  (อัลฟัตฮ์ 48 : 18)
          เมื่อพวกกุเรชได้ล่วงรู้ถึงการทำสัตยบัน พวกเขาจึงปล่อยท่านอุษมาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ แล้วส่งตัวแทนเพื่อเจรจาต่อรองกับท่านนะบีมุฮัมมัด ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันแก่ชาวกุเรชว่า ท่านนะบีมุฮัมมัด กับบรรดาศอฮาบะฮ์นั้นมิได้มาเพื่อสู้รบ หากแต่ว่ามาเพื่อทำการเยี่ยมเยือน (ซิยาเราะฮ์) อัลบัยตัลฮะรอม แต่พวกกุเรชไม่ยอมอนุญาตให้ตามที่ได้แจ้งไป เพราะการอนุญาตนั้นพวกเขาถือว่าเป็นการทำลายศักดิ์ศรีของพวกเขาต่อหน้าชาวอาหรับ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงคิดหาทางออก และทำให้เกิดการประนีประนอมเพื่อรักษาหน้าไว้ และแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของมุสลิมจากข้อตกลง  ท่านเราะซูล ได้ตกลงร่วมกับพวกเขาคือ ;
  • ให้มุสลิมเดินทางกลับในปีนี้ โดยไม่เข้ามักกะฮ์เพื่อทำอุมเราะฮ์ แล้วปีหน้าให้กลับไปทำใหม่
  • ให้ยุติสงครามระหว่างทั้งสองฝ่าย เป็นระยะเวลา 10 ปี
  • ใครที่เป็นมุสลิมออกจากมักกะฮ์ไปอยู่มะดีนะฮ์ให้ส่งกลับมักกะฮ์
  • ใครออกจากการเป็นมุสลิมแล้วกลับไปมักกะฮ์ ชาวกุเรชจะไม่ส่งคืนเขาให้กับมุสลิม
  • บุคคลในเผ่าต่าง ๆ ที่จะเข้ารวมกับมุฮัมมัดหรือกุเรช พวกเขาก็ย่อมทำได้และให้แต่ละฝ่ายเคารพให้เกียรติพันธมิตรอื่น ๆ ด้วย
          เท่าที่พิจารณาในเงื่อนไขต่างๆ เท่ากับเป็นการบีบบังคับหรือลิดรอนสิทธิ์ของมุสลิม จึงทำให้มุสลิมทั้งหลายได้ทักท้วงท่านเราะซูลุลลอฮ์ หลายครั้งและแสดงความไม่เห็นด้วยในข้อตกลงนั้น แต่ทว่า ท่านเราะซูล ได้กล่าวว่า :
          (( إِنِّيْ رَسُوْلُ الله وَلَنْ يُضَيِّعنِي الله ))
          “แท้จริง ฉันเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา แน่นอน อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา จะไม่ทรงทอดทิ้งฉันแน่นนอน”
          ในท้ายที่สุดได้เป็นที่ประจักษ์แก่บรรดามุสลิมว่า เงื่อนไขต่างๆได้กลับกลายเป็นผลดีกับบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหมด จนทำให้ชาวกุเรชได้ขอยกเลิกข้อตกลงที่บรรดามุสลิมเคยคิดว่าเป็นการบีบบังคับ และลิดรอนสิทธิ์ของพวกเขาออกไป
ผลลัพธ์ของการประนีประนอมที่ “อัลฮุดัยบียะฮ์”
          อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงเรียกการประนีประนอมครั้งนี้ว่าชัยชนะ (ฟัตฮัน)  พระองค์ได้ประทานดำรัสให้กับศาสนทูตในขณะที่ท่านเดินทางกลับว่า :
           “แท้จริง เราได้ให้ชัยชนะแก่เจ้าซึ่งเป็นชัยชนะอย่างชัดแจ้ง”   (อัลฟัตฮ์ 48 : 1) (*2*)
 
           มีชายคนหนึ่งถามท่านนะบี ว่า : “มันเป็นชัยชนะใช่ไหม?”
          ท่านนบี ตอบว่า :
         
          (( نعم ، والذِيْ نَفْسِيْ بِيَدِهِ إِنَّهُ لَفَتْحٌ ))

          “ใช่แล้ว ขอสาบานด้วยผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ว่า แน่นอน มันคือชัยชนะที่แท้จริง” (*3*) 
 
ผลลัพธ์จากการประนีประนอมนั้นมีดังนี้ : -
  1. ในการประนีประนอมครั้งนี้ ชาวกุเรชได้ยอมรับต่อการมีเสถียรภาพและเขตแดนของมุสลิม ในขณะที่มีการเซ็นสัญญาตกลงกันทำให้บางเผ่าได้เข้าร่วมเป็นมิตรกับบรรดามุสลิมอย่างเปิดเผย อย่างไม่หวาดเกรงหรือต้องเอาใจชาวกุเรชอีกต่อไป เช่น ที่เผ่าคุซาอะฮ์ได้กระทำ
  2. การยุติสงครามกับชาวกุเรช ได้เปิดโอกาสให้บรรดามุสลิมไปจัดการกับศัตรูฝ่ายอื่นๆ จึงทำให้การกวาดล้างพวกยิวในเมือง “คอยบัร” เสร็จสมบูรณ์และสามารถยึดครองได้ใน ปีที่ 7 แห่งฮิจญ์เราะฮ์ศักราช ตลอดจนการกวาดล้างเผ่า “ฆ็อต่อฟาน” ทางหัวเมือง “นัจด์” ในสงครามที่ชื่อว่า “ซาติรร่อก็ออ์” รวมถึงการส่งกองกำลังไปที่เมือง “มุอ์ตะฮ์” ซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือของคาบสมุทรอาหรับและสุดท้ายของการกวาดล้าง คือสงครามที่ชื่อว่า “ซาตุสสะลาซิล” เพื่อเป็นบทเรียนให้เผ่าต่างๆ
  3. การประนีประนอมในครั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้มุสลิม มีเวลาในการเผยแพร่อิสลาม ท่านเราะซูล ได้ส่งตัวแทนไปยังเจ้าเมืองต่าง ๆ และบรรดาผู้นำประเทศในคาบสมุทรอาหรับ ทำการเชิญชวนพวกเขาให้เข้ารับอิสลาม การประนีประนอมนี้ได้ให้โอกาสแก่เผ่าต่างๆ กล้าที่จะมีสัมพันธ์ติดต่อกับบรรดามุสลิม และรับทราบเรื่องราวของอิสลาม  เป็นการชี้ให้เห็นว่าอิสลามนั้นได้แผ่ขยายไปอย่างรวดเร็วในระยะเวลาเพียง 2 ปีของการทำสัญญาประนีประนอม ทำให้มีนักต่อสู้เดินทางพร้อมกับท่านเราะซูล เพื่อพิชิตเมืองมักกะฮ์ถึง 10,000 คน  เช่นเดียวกัน ได้มีคนที่มีชื่อเสียงจำนวนหนึ่งเข้ารับนับถืออิสลาม เช่น คอลิด บิน อัลวลีด และอัมรุบนุ้ลอ๊าซ-ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา- เป็นต้น
 

ดร.อัดุลลอฮฺ  อิบนุ อับดิรเราะฮ์มาน อัลค็อรอาน



  1. ซ่อฮี๊ฮฺ อัล บุคอรีย์ กิตาบุ้ลมะฆอซีย์ บาบ ฆ็อซวะตุ้ลฮุดัยบียะฮฺ ซ่อฮี๊ฮฺ มุสลิม กิตาบุ้ลอิมาเราะฮฺ บาบ อิสติฮฺบาบ “มุบายะอะฮฺ อัล อิมาม”
  2. ดู ความหมายของอายะฮฺในตัฟซีร อัฏฏอบรีย์ และอิบนิ กะซี๊ร
  3. มุสนัด อิมาม อะฮฺมัด 3/420 และอัลฮากิมใน “มุสตัดร็อก” ของท่าน 2/459 และท่านได้บอกว่าถูกต้อง (ซอฮี๊ฮฺ) อัซซะฮะบีย์ก็เห็นด้วย

สมรภูมิอัล-อะห์ซาบ


สมรภูมิอัล-อะห์ซาบ
          สมรภูมินี้รียกว่า อัล-อะห์ซาบ  สืบเนื่องจากในปีที่ 5 ของการอพยพได้มีกลุ่มที่เป็นศัตรูของมุสลิมหลากหลายฝ่าย มีทั้งมุชริกีน ชาวยิว ตลอดจนพวกมุนาฟิกีน ซึ่งได้เข้าร่วมในสงครามครั้งนี้
สาเหตุของสมรภูมิอัล อะห์ซาบ
          หลังจากที่ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ได้พยายามขับไล่ชาวยิวออกจากมะดีนะฮ์ บรรดาหัวหน้าเผ่าชาวยิวจากตระกูล อันนะฎี๊ร ได้ติดต่อกับชาวกุเรชและเผ่าต่างๆที่เป็นมุชริก และพยายามยุยงให้เผ่าต่างๆทำการสู้รบกับมุสลิม อีกทั้งชาวกุเรชต้องการที่จะจัดการกับมุสลิมอยู่แล้ว รวมถึงความต้องการในเส้นทางทางการค้าขาย พวกเขาจึงตกลงที่จะร่วมมือ พร้อมทั้งทำการเชิญชวนเผ่าต่างๆทางเมืองนัจด์ และติฮามะฮ์ทางตอนใต้ ในขณะเดียวกันพวกยิว ได้สร้างความจูงใจให้ เผ่าฆ็อตฟาน ซึ่งเป็นเผ่าใหญ่ของเมืองนัจด์ ด้วยการแบ่งปันผลประโยชน์ครึ่งหนึ่งที่จะได้รับจากเมือง คอยบัร จึงทำให้นักรบที่ร่วมในสมรภูมินี้มีจำนวนถึง 10,000 คน
มุสลิมกับการขุดสนามเพลาะ
          เมื่อบรรดามุสลิมได้ทราบข่าวการยกทัพมาของเผ่าต่างๆ ท่านเราะซูล จึงได้ปรึกษากับบรรดาศอฮาบะฮ์  ซัลมาน อัล ฟาริซีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เสนอความคิดเรื่องการขุดสนามเพลาะทางด้านเหนือของเมืองมะดีนะฮ์ เพราะเป็นด้านเดียวที่เปิดโล่งอยู่ ในขณะที่ด้านอื่น ๆ นั้นเต็มไปด้วยกำบังทางธรรมชาติ  ที่มีทั้งบ้านเรือนอย่างหนาแน่น และเรือกสวนต่างๆ ส่วนทางด้านอื่นมีแปลงหินภูเขาไฟ (หินสีดำไม่ราบเรียบเป็นร่องรอยของภูเขาไฟระเบิด) ซึ่งเป็นการยากลำบากในการที่จะลุยผ่านเข้ามาได้(*1*) ท่านเราะซูล และบรรดามุสลิมเห็นด้วยกับความคิดของซัลมาน  จึงได้เริ่มปฏิบัติการทันที  ท่านเราะซูล ได้จัดมุสลิมีนออกเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละ 10 คน ให้ขุดสนามยาว 40 ศอก(*2*)   มุสลิมพบอุปสรรคมากมายในการขุดสนามเพลาะ ทั้งระยะเวลาที่สั้น อากาศที่หนาวเหน็บ เสบียงที่น้อยนิด พื้นดินที่แข็ง และเครื่องมือที่ใช้ไม่แข็งแรงพอ แต่เนื่องจากท่านเราะซูล ได้เข้าร่วมขุดกับบรรดาศอฮาบะฮ์ด้วย จึงส่งผลต่อการทำงานอย่างยิ่งใหญ่ และการขุดคูหรือสนามเพลาะนั้นเป็นเรื่องที่แปลก ซึ่งชาวอาหรับไม่เคยทำแบบนี้มาก่อนเลย ด้วยเหตุนี้เมื่อพวกมุชริกีนได้มาถึง จึงเกิดความฉงนแล้วยืนอยู่หน้าสนามเพลาะนั้น พวกเขาไม่สามารถเดินผ่านได้ จึงตั้งทัพอยู่ตรงนั้น ท่านเราะซูลได้จัดวางกำลังมุสลิมจำนวน 3,000 คน ทำหน้าที่เวรยามเฝ้าดูแลในเมืองมะดีนะฮ์ เพราะเกรงว่าพวกยิวและพวกมุนาฟิกีนที่อยู่ในมะดีนะฮ์จะหักหลัง ส่วนกองกำลังที่เหลือได้เฝ้าดูสนามเพลาะ และคอยสกัดกั้นศัตรูที่จะบุกข้ามสนามมา
          บรรดามุชริกได้พยายามหลายครั้งที่จะข้ามสนามเพลาะให้ได้ แต่กองกำลังของมุสลิมได้สกัดกั้นเอาไว้ และเกิดการต่อสู้ด้วยการยิงธนูกัน และมุสลิมยังคงควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้จนกระทั่งได้เกิดวิกฤตขึ้นแก่มุสลิม เมื่อมุชริก ทำการเกลี้ยกล่อมยิวเผ่ากุรอยเซาะฮ์ ที่อยู่ภายในมะดีนะฮ์ให้พวกเขาละเมิดสัญญาและประกาศทำสงครามกับมุสลิม มุสลิมจึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก  ท่านเราะซูล ได้โน้มน้าวจิตใจของบางเผ่าให้ถอนตัวออกจากการสู้รบ  โดยยอมจ่ายผลผลิตจำนวนหนึ่งให้แก่พวกเขา แต่ชาวอันศ็อรไม่เห็นด้วย จึงพูดขึ้นว่า :
           “ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ว่า ในสมัยญาฮิลียะฮ์พวกเรายังไม่เคยยอมอ่อนข้อให้พวกเขาเลย เมื่อความจริงได้มาแล้ว ทำไมเราถึงจะต้องยอมเขาด้วย”
          สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีกเมื่อพวกมุนาฟิกีน  ได้ปล่อยข่าวว่ามุสลิมเกิดความหวาดกลัวไปทั่ว พร้อมทั้งเย้ยหยันพวกเขา  อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงแจ้งสภาพของบรรดาผู้ศรัทธาขณะที่ตกอยู่ในภาวะคับขันว่า :
 
           “เมื่อพวกเหล่านั้นได้ยกทัพมายังพวกเจ้า ทั้งจากทางด้านบนของพวกเจ้า และจากทางด้านล่างของพวกเจ้า และเมื่อนัยน์ตาได้เหลือกลาน และหัวใจได้มาจุกอยู่ที่คอหอย และพวกเจ้านึกคิดกันไปต่าง ๆ นานา เกี่ยวกับอัลลอฮ์” (อัลอะฮฺซาบ 39 : 10)
          บรรดามุสลิมได้ทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งหาต้นเหตุต่างๆ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นได้เกินกำลังความสามารถของพวกเขา และแล้วการช่วยเหลือของอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้มาถึง ทั้งๆที่มุสลิมไม่เคยเผชิญกับกองกำลังที่เข้มแข็งอย่างนี้มาก่อน แต่ความเสียหายกลับมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงทำลายความสัมพันธ์ระหว่างมุชริก กับพวกยิว โดยที่นะอีม บิน มัสอู๊ด ได้เข้ารับอิสลาม แต่พวกมุชริกและยิว นั้นไม่รู้เรื่อง นะอีม ซึ่งมีความสนิทสนมกับทั้งสองฝ่าย เขาจึงทำการยุแหย่ให้เกิดความเคลือบแคลงทั้งสองฝ่ายจนเกิดความแตกแยก ต่างฝ่ายไม่เชื่อใจซึ่งกันและกัน(*3*)  และอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงส่งกองกำลังของพระองค์ลงมายังเผ่าต่าง ๆ โดยที่พระองค์ตรัสว่า :
          “โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย  ! จงรำลึกถึงความโปรดปรานของอัลลอฮ์ ที่มีต่อพวกเจ้า ขณะที่กองทัพข้าศึกเข้ามารุกรานพวกเจ้า แล้ว เราได้ส่งลมพายุพัดใส่พวกเขา และเราได้ส่งกำลังทหารที่พวกเจ้ามองไม่เห็นลงมา และอัลลอฮ์ ทรงเห็นสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ” (อัลอะฮ์ซาบ 39 :  9)
เผ่าต่าง ๆ จึงรีบเคลื่อนย้ายออกจากมะดีนะฮ์อย่างเสียขวัญ 
          “และอัลลอฮ์ ทรงให้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาถอยทัพกลับไปด้วยความเคียดแค้นของพวกเขา ทั้ง ๆ ที่พวกเขามิได้ประสบความดีแต่อย่างใด และอัลลอฮ์ ทรงพอเพียงแล้วสำหรับบรรดาผู้ศรัทธาในการสู้รบ และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงพลังเป็นผู้ทรงอำนาจอย่างเหลือหลาย” (อัลอะฮ์ซาบ 39 : 25)
          เมื่อสงครามสิ้นสุดลง บรรดามุสลิมจึงเปลี่ยนจากการที่ต้องปกป้องเมืองมะดีนะฮ์ เป็นการออกไปสู้รบกับบรรดามุชริกีนและเข้าโจมตีพวกเขาถึงถิ่นของพวกเขา ท่านเราะซูล ได้พูดถึงผลลัพธ์นี้ว่า ทันใดที่เผ่าต่าง ๆ ถอยร่นกลับไปโดยที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า :
 
          (( الآن نَغْزُوْهُمْ وَلاَ يَغْزُوْنَنَا ، نَحْنُ نَسِيْرُ إِلَيْهِمْ ))
          “ต่อไปนี้เราจะออกไปรบพวกเขา พวกเขาไม่ต้องมารบพวกเรา พวกเราจะเดินไปหาพวกเขาเอง”
 
ดร.อัดุลลอฮฺ  อิบนุ อับดิรเราะฮ์มาน อัลค็อรอาน



  1. อิบนุ สะอ์ดฺ อัฏฏอบะก็อต อัล กุบรอ : 2/66,67. อัล อัมรียฺ : อัซซีเราะฮฺ อันนะบะวียะฮฺ อัซซอฮีฮะฮฺ 2/420
  2. ประมาณ 20 เมตร
  3. เรื่องของนะอีม บิน มัสอู๊ด ไปดูที่ ซีเราะฮฺ อิบนิ ฮิชาม ของ อัลวากิดีย์ เรื่อง อัล มะฆอซีย์ ที่อิบนิ กะษี๊ร อัซซีเราะฮฺอันนะบะวียะฮฺ 21

สงครามอุฮุด


สงครามอุฮุด
          สงครามอุฮุดเกิดขึ้น หลังจากที่พวกกุฟฟ๊ารชาวกุเรชได้ประสบกับความพ่ายแพ้และมีความหวาดกลัวอย่างหนักในสงครามบะดัร พวกเขาจึงมีเป้าหมายที่จะล้างแค้น และเรียกความน่าเชื่อถือในหมู่ชาวอาหรับกลับคืนมา ดังนั้น พวกเขาจึงชักชวนกันให้ออกไปสู้รบกับบรรดามุสลิม และได้เอาสินค้าที่รอดพ้นมาตั้งเป็นกองทุนเพื่อทำสงคราม แล้วพวกเขาได้ออกไปยังเมืองมะดีนะฮ์ โดยมีเผ่าอื่นที่ร่วมออกไปด้วย มีจำนวนทั้งสิ้นสามพัน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปีฮิจญ์เราะฮ์ศักราชที่ 3
ท่านเราะซูล ขอคำปรึกษาจากเหล่าซอฮาบะฮ์
          ได้มีหนังสือฉบับหนึ่งมาถึงท่านเราะซูลุลลอฮ์ จากอัลอับบาสผู้เป็นอาของท่าน บอกถึงเรื่องราวของชาวกุเรช ท่านจึงได้ประชุมกับบรรดาศอฮาบะฮ์  ความเห็นของท่านนะบี กับมุสลิมกลุ่มหนึ่งให้ตั้งรับอยู่ในเมืองมะดีนะฮ์ไม่ต้องออกไปเผชิญกับพวกมุชริกีน หากพวกนั้นเข้ามะดีนะฮ์ พวกผู้ชายก็จะดักฆ่าฟันพวกเขาตามถนนหนทาง ส่วนผู้หญิงให้ต่อสู้ทางด้านบนของบ้านเรือน แต่กลุ่มที่พลาดโอกาสเข้ารบในสงครามบะดัร ได้เสนอให้ออกไปสู้รบกันด้านนอกเมือง ท้ายที่สุดท่านก็เห็นด้วยจึงกลับเข้าบ้านแล้วสวมเสื้อเกราะพร้อมอาวุธ ครั้นเมื่อท่านกลับออกมา พวกเขาก็เสียใจในการบังคับจิตใจของท่านเราะซูลลุลลอฮ์
พวกเขาจึงพูดขึ้นว่า : หากท่านต้องการที่จะให้เราอยู่กันในมะดีนะฮ์ก็จงทำเถิด
ท่านนะบี จึงพูดว่า :
          (( مَا يَنْبَغِيْ لِنَبِيٍّ لاَبِسٍ لأمته أَنْ يَضَعَهَا حَتَّى يَحْكُمَ الله بَيْنَهُ وَبَيْنَ عَدُوِّه ))
          “ไม่สมควรอย่างยิ่งแก่นะบีคนใดที่เมื่อเขาได้สวมชุดนักรบพร้อมอาวุธของเขา แล้วเขาจะถอดออก จนกว่าว่าอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา จะได้ทรงตัดสินระหว่างเขากับศัตรูของเขาเสียก่อน”  (*1*)
          ท่านนะบี จึงออกไปพร้อมกับบรรดาศอฮาบะฮ์ประมาณ 1000 คน และระหว่างทาง อับดุลลอฮ์ บิน อุบัย บิน สลูล ได้ถอนตัวกลับไปพร้อมกับพวกมุนาฟิกีน จำนวนหนึ่งในสามของกองทหาร ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเห็นว่าควรอยู่กับบ้านที่มะดีนะฮ์
          อับดุลลอฮฺ บิน อุบัย บิน สลูลได้พูดว่า :  เขาเชื่อว่าพวกนั้นไม่เชื่อฉัน เรื่องอะไรเราจะฆ่าตัวเอง
          อับดุลลอฮฺ บิน อุบัย บิน สลูล และพวกได้แสดงเหตุผลที่ไร้สาระและได้พูดว่า : หากเรารู้ว่าพวกท่านจะไปสู้รบจริง ๆ เราคงไม่กลับ  !
การวางแผนในการสู้รบ
          พวกมุชริกีนตั้งกองกำลังอยู่บริเวณใกล้กับภูเขาอุฮุด เมื่อท่านเราะซูลุลลอฮ์ มาถึง ท่านได้ตั้งกองกำลังให้ภูเขาอุฮุดอยู่ทางด้านหลัง และคัดเลือกทหารแม่นธนู 50 นาย ขึ้นประจำการบนเนินเขาที่อยู่ตรงข้ามกับภูเขาอุฮุด โดยแต่งตั้งให้ อับดุลลอฮ์ บิน ญุบัยร รอฎิยัลลอฮุอันฮุ เป็นหัวหน้า และสั่งกำชับให้เฝ้าระวังด้านหลังของบรรดามุสลิม ให้ดักยิงสกัดพวกมุชริกีนเพื่อเป็นการสกัดกั้นการรุกในระหว่างการสู้รบ และได้บอกย้ำว่า “ให้รักษาที่มั่นบนเนินเขานั้นให้ดีอย่าได้ละทิ้งที่มั่นเป็นอันขาดไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม แม้จะเห็นว่าฝูงนกโฉบไล่จิกบรรดามุสลิมีนก็ตาม” (*2*)
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสงครามอุฮุด
          ในขณะที่การสู้รบได้เริ่มขึ้น ด้วยพลังศรัทธาของบรรดามุสลิมพร้อมกับการวางแผนอย่างดีเยี่ยม จึงสร้างความเสียหายอย่างหนักให้แก่กองกำลังของมุชริกีนทั้งๆที่มีจำนวนมากกว่า ทหารมุสลิมได้ทำให้พวกเขาต้องหนีกระเจิดกระเจิงจากสมรภูมิ แต่แล้วก็เกิดเรื่องที่ท่านเราะซูล ได้เตือนเอาไว้แล้ว ขณะที่บรรดานักแม่นธนูเห็นชัยชนะของฝ่ายมุสลิม และกองกำลังของมุชริกีนกำลังเผ่นหนี พวกเขาใช้ความเห็นส่วนตัวลงจากที่มั่นเพื่อร่วมเก็บทรัพย์สงครามนั้น  ทั้งๆที่ผู้นำ คือ อับดุลลอฮ์ ได้ห้ามปรามและเตือนถึงอันตรายของการกระทำเช่นนั้น และย้ำเตือนคำสั่งของท่านเราะซูล ที่ให้ไว้ แต่พวกเขาได้ขัดคำสั่งและลงจากที่มั่น โดยเหลือไม่ถึงสิบคนที่อยู่กับผู้นำ ผลจากการฝ่าฝืนของทหารแม่นธนูส่งผลให้ทิศทางของสงครามเปลี่ยนไป  ในขณะที่ คอลิด บิน วะลีด ซึ่งอยู่ทางปีกขวาของกองกำลังฝ่ายกุเรช ได้เห็นบรรดานักแม่นธนูลงจากเนินเขา จึงรีบเคลื่อนกำลังอ้อมไปทางด้านหลังของภูเขาอุฮุดทันที และนำกองกำลังเข้าสังหารนักแม่นธนูที่ยังเหลืออยู่จนตายหมดสิ้น และจู่โจมกองทัพมุสลิมทางด้านหลัง เมื่อกลุ่มมุชริกีนที่ยังเหลืออยู่ได้เห็นสิ่งที่คอลิดกระทำ พวกเขาจึงกลับเข้าสู่สมรภูมิอีกครั้งหนึ่ง ทำให้กองทัพมุสลิมตกอยู่ในสถานการณ์วุ่นวาย กองทัพมุชริกีนจึงบุกอย่างหนัก มุสลิมถูกสังหารตายซะฮีดไปถึง 70 คน ท่านเราะซูล ถูกบุกจนมีบาดแผล ฟันหน้าหัก  และมีเสียงดังออกมาว่าท่านนะบี ถูกสังหารเสียแล้ว ทำให้มุสลิมบางส่วนเสียขวัญหมดกำลังใจ แม้ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายเพียงใดก็ตาม บรรดามุสลิมที่อยู่ในเหตุการณ์ยังคงสู้รบต่อไปจนกระทั่งเป็นที่ปรากฏชัดเจนว่า ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ยังมีชีวิตอยู่ พวกมุชริกีนจึงยุติการรบเมื่อพวกเขาได้รับชัยชนะ  พร้อมกับคำพูดของผู้นำทัพ อบูซุฟยานได้พูดจาถากถางมุสลิม แลัวขู่อีกว่าจะมาอีกในปีหน้า
          ท่านเราะซูล จึงใช้ให้ศอฮาบะฮ์ประกาศตอบไปว่า : “ใช่แล้ว นัดหมายของเราคือปีหน้า”
          ท่านเราะซูล ยังคงอยู่ในบริเวณสมรภูมิ และได้สั่งให้ซอฮาบะฮ์ตรวจสอบดูว่าพวกกุเรชกลับมักกะฮ์ หมดหรือยัง หรือว่าพวกเขาต้องการจะเข้าโจมตีมะดีนะฮ์  และท่านได้กล่าวว่า :

          (( والذِي نَفْسِييْ بِيَدِهِ لَئِنْ أَرَادُوهَا لأَسِيْرَنَّ إِلَيْهِمْ فِيْهَا ثُمَّ لأنَاجِزَنَّهُمْ ))
          “ฉันขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ซึ่งที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ว่า แน่นอน หากพวกเขาต้องการเข้ามะดีนะฮ์ ฉันจะไปยังพวกเขาอย่างทันทีและจะทำการกวาดล้างพวกเขาให้สิ้นซาก”    
          เมื่อท่านมั่นใจแล้วว่าพวกนั้นกลับไปมักกะฮ์แล้ว จึงเริ่มตรวจสอบผู้ที่ถูกสังหารในสมรภูมินี้ แล้วทำการละหมาดและฝังพวกเขาแล้วเดินทางกลับเข้านครมะดีนะฮ์  ก่อนที่พวกกุเรชจะกลับถึงมักกะฮ์ ดูเหมือนพวกเขาจะเสียดายที่กลับไปโดยมิได้จัดการกับบรรดามุสลิมให้สิ้นซาก พวกเขาจึงอยากจะกลับมาจัดการกับกองกำลังมุสลิมที่เหลือ  เมื่อท่านนะบี ทราบเรื่องจึงได้ออกคำสั่งให้บรรดาศอฮาบะฮ์ที่ได้ออกไปร่วมรบกับท่านในสงครามอุฮุด ให้ออกไปเผชิญหน้ากับพวกมุชริกีน
อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา จึงได้ประทานคำตรัสของพระองค์ที่ว่า :
           “คือบรรดาผู้ที่ตอบรับอัลลอฮ์ และผู้เป็นเราะซูล หลังจากที่บาดแผลได้ประสบแก่พวกเขา สำหรับผู้กระทำดีในหมู่พวกเขาและมีความยำเกรงนั้น คือรางวัลอันใหญ่หลวง”   (อาละอิมรอน 3 : 172)
บทเรียนและข้อคิดจากสมรภูมิอุฮุด
          การทดสอบที่บรรดามุสลิมได้รับในสมรภูมิอุฮุด นับว่าเป็นบทเรียนและข้อคิดที่เป็นประโยชน์ยิ่งกว่าสมรภูใดๆ ในขณะนั้นและตลอดไป  อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงประทานลงมาถึง 61 อายะฮ์ ด้วยกัน ในซูเราะฮ์ อาละอิมรอนเพียงซูเราะฮ์ เดียว มีข้อคิดต่าง ๆ และได้ทรงแจกแจงเหตุผลต่างๆถึงสิ่งที่มุสลิมต้องได้รับในสมรภูมินี้ คือ
1. เป็นการคัดกรองกองกำลัง
          สมรภูมินี้ได้แยกแยะระหว่างมุมินีนที่แท้จริง ออกจากผู้ที่กลับกลอก เพราะมุมินจะมั่นคงอยู่กับสถานการณ์ที่คับขัน และตั้งมั่นอยู่บนความศรัทธาจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต ศอฮาบะฮ์ท่านหนึ่งได้พูดสั่งเสียขณะที่เขาหายใจโรยรินว่า : “ขอท่านจงบอกกับพวกของฉัน (ชาวอันศ็อร)  ด้วยว่า ไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆสำหรับพวกท่าน หากเขาไม่ช่วยกันปกป้องท่านเราะซูลุลลอฮ์ ขณะที่ในหมู่พวกท่านยังมีดวงตาข้างหนึ่งกระพริบได้อยู่” ปรากฏว่าผู้ที่อยู่รอบ ๆ ท่านเราะซูล ได้ปกป้องท่านจนกระทั่งพวกเขาได้ถูกสังหารไปถึง 10 คน  ส่วนด้านกลุ่มมุนาฟิกีนนั้น พวกเขารู้สึกยินดีมากกับสิ่งที่ประสบกับบรรดาผู้ศรัทธา  และได้แสดงความเครียดแค้น ความอิจฉาริษยาที่เก็บซ่อนไว้ในใจของพวกเขาออกมาอย่างโจ่งแจ้ง จึงทำให้ธาตุแท้ได้เปิดเผยออกมาอย่างชัดเจน (*3*)                              
2. การเตือนบรรดามุมินด้วยกับบทเรียนภาคปฏิบัติ
          บรรดามุมินได้เห็นถึงความสำคัญของความจงรักภักดีต่ออัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และเราะซูล ของพระองค์ ไม่ฝ่าฝืนคำสั่งของอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และเราะซูล ของพระองค์ ตลอดจนการเชื่อฟังและปฏิบัติตามผู้นำมุสลิม :
           “และเมื่อมีภัยอันตรายหนึ่งประสบแก่พวกเจ้า ทั้ง ๆ ที่พวกเขาได้ให้ประสบแก่พวกเขามาแล้วถึงสองเท่าแห่งภัยอันตรายนั้น พวกเจ้ายังกล่าวว่า สิ่งนี้มาจากไหนกระนั้นหรือ ? จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า มันมาจากตัวของพวกท่านเอง แท้จริง อัลลอฮ์ เป็นผู้ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง”  (อาละอิมรอน 3 : 165)
3. เป้าหมายการทำสงครามเพื่อยืนหยัดในศาสนาของอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา
          เตือนให้บรรดาผู้ศรัทธาได้ทราบว่า เป้าหมายของการทำสงครามและการเสียสละ จำเป็นจะต้องเป็นไปเพื่อยืนหยัดสนับสนุนศาสนาของอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา แม้การสูญเสียท่านเราะซูล หรือ ผู้นำ ก็จะไม่ทำให้พวกเขาหันเหไปจากเดิมหรือหมดกำลังใจลงได้ 
4 . การตายในหนทางของอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา นั้นเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่
          “และมุฮัมมัดนั้นหาใช่อื่นใดไม่ นอกจากเป็นร่อซูลคนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งบรรดาเราะซูลก่อนจากเขาก็ได้ล่วงลับไปแล้ว หากเขาตายไปหรือเขาถูกฆ่าตาย พวกเจ้าก็จะหันส้นเท้าของพวกเจ้ากลับกระนั้นหรือ? และผู้ใดที่หันส้นเท้าของเขากลับแล้วไซร้ มันก็จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่อัลลอฮ์ แต่อย่างใดเลย และอัลลอฮ์ จะทรงตอบแทนผู้ที่กตัญญูทั้งหลาย”          (อาละอิมรอน 3 : 144)
          อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงประทานเกียรตินั้นให้กับบรรดาผู้ที่ตายชะฮีด เท่านั้น ซึ่งจะต่างกับผู้ที่ตายประเภทอื่นโดยทั่วๆไป
          และเจ้าจงอย่าได้คิดเป็นอันขาดว่าบรรดาผู้ที่ถูกฆ่าในหนทางของอัลลอฮ์ นั้นตาย หามิได้ พวกเขายังมีชีวิตอยู่ ณ พระเจ้าของพวกเขาในสภาพที่ได้รับปัจจัยยังชีพ
          พวกเขามีความปลาบปลื้มต่อสิ่งที่อัลลอฮฺ ทรงประทานให้แก่พวกเขา จากความกรุณาของพระองค์ และปิติยินดีต่อบรรดาผู้ที่ยังมาไม่ทันพวกเขา ซึ่งอยู่เบื้องหลังพวกเขาว่า ไม่มีความกลัวใด ๆ แก่พวกเขาและทั้งพวกเขาจะไม่เสียใจ”  
           (อาละอิมรอน  3 : 169-170)
5. มุสลิมได้รับความพ่ายแพ้เหมือนกับผู้อื่นได้
          มุสลิมอาจจะได้รับกับความผ่ายแพ้เหมือนกับผู้อื่นได้ ถ้าเขาไม่หาสาเหตุต่างๆ และมีการวางแผนที่ดี
          “หากประสบแก่พวกเจ้าซึ่งบาดแผลหนึ่งบาดแผลใด แน่นอนก็ย่อมประสบแก่พวกนั้นซึ่งบาดแผลเยี่ยงเดียวกัน และบรรดาวันเหล่านั้นเรา (อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ) ได้ให้มันหมุนเวียนไปในระหว่างมนุษย์ และเพื่ออัลลอฮ์ จะได้รับรู้ถึงบรรดาผู้ที่ศรัทธา และเพื่อรับเอาบรรดาผู้เสียชีวิตในสงคราม (ชุฮะดาอ์) จากพวกเขา และอัลลอฮ์ นั้นไม่ทรงรักใคร่บรรดาผู้อธรรมทั้งหลาย”  (อาละอิมรอน 3 : 140)
6 . บทเรียนต่าง ๆ ที่ได้รับจากสมรภูมิอุฮุด
          จะเป็นการยืดเยื้อมากในการที่จะพูดถึงบทเรียนต่าง ๆ ที่ได้รับจากสมรภูมิอุฮุด ซึ่งแท้จริงแล้ว อิบนุล กอยยิม –ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮ์- ได้บอกไว้บางส่วนอย่างละเอียดอยู่ในหนังสือ ซาดุ้ลมะอ๊าด

ดร.อัดุลลอฮฺ  อิบนุ อับดิรเราะฮ์มาน อัลค็อรอาน


  1. ซอฮี๊ฮฺ อัลบุคอรีย์ กิตาบุลอิอฺติศอมบิซซุนนะฮฺ บาบ เกาลุฮู ตะอาลา “วะอัมรุฮุมชูรอบัยนะฮุม” 28 ซีรอตุบนิฮิชาม 3/7
  2. ซอฮี๊ฮฺ อัลบุคอรีย์ : กิตาบ อัล มะฆอซีย์ บาบ ฆ็อซวะฮฺอุฮุด  “พวกเขาจึงได้รีบมาห้อมล้อมรอบตัวท่าน ท่านร่อซูล ไว้  ด้วยความกล้าหาญและมั่นคงของท่านร่อซูล ท่านได้ช่วยพาเอาบรรดามุสลิมีนหลบไปทางด้านภูเขาเพื่อลดการจู่โจมของพวกมุชริกีนได้สำเร็จ”
  3. เรื่องนี้มีมาจากรายงานของ สะอ์ด บิน อัรร่อบี๊อฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ อยู่ในหนังสือ ซีเราะฮฺ อิบนิ ฮิชาม เล่ม 3 หน้า 46 และอัซ ซะฮะบีย์ : ซีเราะฮฺ อะลามุนุบะลาอฺ เล่มหนึ่งหน้า 1/318 - 319 และมีอยู่ในรายงานของอนัส บิน นัฎรฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ เช่นเดียวกัน